มีนักเตะหลายคนทีเดียวที่ทำผลงานได้ดีกับทีมระดับกลาง หรือทีมเล็กๆ ในพรีเมียร์ลีก และมีความต้องการอยากจะย้ายทีมไปอยู่ในทีมที่ใหญ่กว่า ซึ่งทีมที่เล็กกว่าเหล่านั้นก็มักจะต้านทานอำนาจของเงินไว้ไม่อยู่ ซึ่งก็มีหลายทีมเช่นกันที่พอปล่อยตัวนักเตะดาวดังที่เป็นคนสำคัญออกจากทีมไปแล้วไม่สามารถหาตัวตายตัวแทนเข้ามาเสริมทีมได้ จนทำให้ทีมผลงานย่ำแย่จนต้องตกชั้นไปเลยก็มี แต่มีทีมหนึ่งที่แข็งข้อกับข้อเสนอของทีมใหญ่ได้ดีมากๆ เลยก็คือทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีกลุ่มทุนจากประเทศไทยไปเป็นเจ้าของสโมสรนั่นเอง ซึ่งตั้งแต่ที่เลสเตอร์ ซิตี้สามารถก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเมื่อฤดูกาล 2015-2016 ทีม “จิ้งจอกสยาม” ก็โดนทาบทามขอซื้อนักเตะคนสำคัญของพวกเขามาโดยตลอด โดยเลสเตอร์ ซิตี้ในช่วงซัมเมอร์นั้นเสียนักเตะตัวหลักในชุดที่คว้าแชมป์ไปแค่รายเดียวเท่านั้น คือเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวตัดเกมคนสำคัญที่เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นไปให้กับเชลซีด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์คนเดียวเท่านั้น ส่วนนอกนั้นเลสเตอร์ ซิตี้ยังรักษาตัวเอาไว้ได้ทั้งหมด ทั้งริยาด มาห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ที่ก็มีหลายทีมยักษ์ใหญ่ที่สนใจจะคว้าตัวในตอนนั้น

หลังจากนั้นมานักเตะของเลสเตอร์ ซิตี้ก็ยังกลายเป็นเป้าหมายของทีมใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยริยาด มาห์เรซ ตัวรุกทีมชาติแอลจีเรียที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นตลอด 3 ปีที่เลสเตอร์โลดแล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ทำให้เป็ป กวาดิโอล่า กุนซือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้สนใจที่จะคว้าตัวไปร่วมทีมมาอย่างยาวนานแล้ว ซึ่งทางบอร์ดบริหารของสโมสรของเลสเตอร์ ซิตี้ก็ยังสามารถรั้งตัวเอาไว้ได้โดยตลอด ซึ่งจนสุดท้ายกว่าที่ “เรือใบสีฟ้า” จะได้ตัวไปร่วมทีมก็ต้องยอมทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสรถึง 60 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

เลสเตอร์ ซิตี้มีนโยบายที่ยอดเยี่ยมที่จะเก็บตัวนักเตะคนสำคัญของทีมไว้ให้นานที่สุด ทำให้พวกเขาต่อสัญญากับนักเตะตัวหลักมาโดยตลอด โดยในช่วงฤดูกาลนี้เลสเตอร์ต่อสัญญากับนักเตะออกไปแล้วถึง 3 คน โดยมีเจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าดาวยิงประจำทีมที่ได้สัญญาไปถึง 4 ปีเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่อายุถึง 31 ปีแล้วด้วย ส่วนอีก 2 รายที่พึ่งได้ต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปก็คือแฮร์รี่ แม็คกวาย กองหลังทีมชาติอังกฤษ และแคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์ก ซึ่งทั้ง 3 รายถือว่าเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายกย่องเลสเตอร์ ซิตี้เป็นอย่างยิ่ง